ประโยชน์ของการนำทฤษฎีของรัฐประศาสนศาสตร์ไปประยุกต์ใช้ในงานภาครัฐหรือเอกชน
จากการที่องค์การจะต้องใช้ 4 M ในการขับเคลื่อนอันได้แก่ เงิน (Money),คน(Man), ปัจจัยการผลิต (Material)และ การจัดการ(Management) ซึ่งถือว่าคนคือปัจจัยที่สำคัญที่สุดและมีความซับซ้อนมากที่สุดในการจัดการและจากปัจจัยทางสิ่งแวดล้อมในยุคปัจจุบันทำให้องค์การจะต้องมีความเป็นไดนามิคสูงคือสามารถปรับเปลี่ยนการทำงานให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงหรืออาจจะสรุปได้ว่าองค์การจะมีลักษณะแบบองค์การที่มีชีวิตดังนั้นเราจึงต้องนำทฤษฏีของรัฐประศาสนศาสตร์ไปประยุกต์ใช้ในงานดังต่อไปนี้
1) การจัดการความขัดแย้ง (Conflict Management)
เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาในวิชารัฐประศาสนศาสตร์ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าวิชารัฐประศาสนศาสตร์นั้นเป็นสหศาสตร์อย่างแท้จริง ดังนั้นการเป็นนักบริหารมืออาชีพ ไม่ว่าจะเป็นนักบริหารในภาครัฐ ภาคเอกชน ล้วนแต่ใช้สหศาสตร์เข้ามาเป็นเครื่องมือเพื่อนำมาซึ่งความสำเร็จตามเป้าประสงค์ที่ตนเองได้วางเอาไว้ นั้นหมายความว่า “ใครรู้มากกว่ากัน คนนั้นชนะ ใครรู้น้อยกว่าก็ย่อมแพ้ไปโดยปริยาย” และ “การจัดการความขัดแย้ง” เป็นอีกประเด็นที่นักบริหารทั้งหลายต้องมีความชำนิชำนาญเป็นพิเศษไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าประเด็นการบริหารอื่นๆ ที่ผู้เขียนได้กล่าวเอาไว้เพราะในทุกๆ องค์การย่อมมีความขัดแย้งเกิดขึ้นและไม่มีองค์การไหนในโลกที่หลีกหนีความขัดแย้งที่เกิดขึ้นได้และสิ่งที่นักบริหารต้องทำเมื่อไม่สามารถหลีกหนีความขัดแย้งได้คือ“เราจะจัดการกับความขัดแย้งที่เกิดขึ้นได้อย่างไร” และนี่คือคำถามที่ต้องให้นักบริหารค้นหาคำตอบ
หลายๆ องค์การใช้ประโยชน์จากความขัดแย้งเพราะความขัดแย้งในระดับที่เหมาะสมจะทำให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ในการคิดค้นนวัตกรรมหรือแนวทางใหม่ๆในองค์การแล้วส่งผลให้องค์การเจริญก้าวหน้าหรือสามารถพลิกสถานการณ์จากภาวะวิกฤตให้เป็นโอกาสได้ ในทางกลับกันหลายๆ องค์การถูกความขัดแย้งเล่นงานจนองค์การต้องสูญเสียทรัพยากรต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นพนักงานที่มีสามารถ เงินทองหรือแม้แต่เวลา หรือไม่องค์การต้องปิดตัวลงไป นั่นแสดงให้เห็นว่าความขัดแย้งสามารถก่อให้เกิดผลที่ดีได้และในทางกลับกันความขัดแย้งก็สามารถก่อให้เกิดผลเสียได้เช่นเดียวกัน ใครควบคุมความขัดแย้งได้ย่อมเป็นที่น่าเกรงขามของคู่แข่งหากมองในเชิงธุรกิจ และหากมองในเชิงการบริหารการควบคุมความขัดแย้งได้ย่อมหมายถึงประสิทธิภาพและประสิทธิผลที่เกิดขึ้นในองค์การ ซึ่งนั่นก็คือผลกำไรในเชิงธุรกิจหรือความพึ่งพอใจของประชาชนในเชิงภาครัฐนั่นเอง ดังนั้น ความขัดแย้งจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อนักบริหารที่ต้องศึกษาและทำความเข้าใจอย่างถ่องแท้

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น