2) การตัดสินใจ (Decision Making)
เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาในวิชารัฐประศาสนศาสตร์ ซึ่ง แสดงให้เห็นว่าหลักการทางรัฐประศาสนศาสตร์นั้นมีสิ่งที่เรียกว่า “การตัดสินใจ” อยู่ในทุกกระบวนการของการทำกิจกรรมต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกิจกรรมทางการบริหาร เช่น แนวคิด POSDCORB หรือ PAMS-POSDCORB หรือ POCCC หรือแนวคิดระบบหรือแนวคิดอื่นๆ ตามหลักการจัดการสมัยใหม่ หากนำแนวคิดระบบมาอธิบายถึงการใช้การตัดสินใจ โดยเริ่มตั้งแต่การพิจารณาปัจจัยนำเข้า (Input) โดยผู้บริหารต้องใช้การตัดสินใจว่าสิ่งไหนดี สิ่งไหนมีคุณภาพและเหมาะสมกับสถานะขององค์การ การพิจารณากระบวนการหรือการดำเนินการ (Process) ผู้บริหารต้องใช้การตัดสินใจว่ากระบวนการใดหรือวิธีการใดที่จะบรรลุตามผลที่ตั้งไว้ (มีกระบวนการ วิธีการหรือแนวทางมากมาย) การพิจารณาผลผลิตหรือผลลัพธ์ (Output/Outcome) ผู้บริหารต้องใช้การตัดสินใจว่าอยากจะให้ผลผลิตหรือผลลัพธ์เป็นแบบใดหรือที่เรียกว่าการบริหารผลลัพธ์และการพิจารณาข้อมูลย้อนกลับเพื่อเป็นข้อมูลสำหรับการตัดสินใจถึงความคงอยู่หรือการปรับปรุงหรือการยกเลิกกิจกรรมที่ได้ดำเนินการมาและสิ่งสุดท้ายตามทฤษฎีระบบคือสภาพแวดล้อม โดยที่ผู้บริหารต้องใช้การตัดสินใจว่าจะดำเนินการอย่างไรกับสภาพแวดล้อมที่เกิดขึ้นอยู่ใน ณ ขณะนั้น สามารถควบคุมสภาพแวดล้อมดังกล่าวได้มากน้อยเพียงใด ทั้งหมดที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่าการตัดสินใจเกิดขึ้นในทุกขั้นตอนของการบริหาร สำหรับผู้บริหารหรือทุกขั้นตอนการปฏิบัติงาน สำหรับผู้ปฏิบัติงานระดับรองลงมา การตัดสินใจถือว่าเป็นประเด็นที่ต้องให้ความสำคัญไม่น้อยทีเดียว การตัดสินใจเป็นการเลือกทางเลือกที่มีอยู่มากมายให้เหลือเพียงทางเลือกเดียว กระบวนการในการเลือกทางเลือกทั้งหลายนั้นให้เหลือเพียงทางเลือกเดียว ไม่เพียงแค่ผู้บริหารเป็นผู้พิจารณาเท่านั้น หากแต่ผู้ปฏิบัติงานทุกคนในองค์การเข้ามามีส่วนร่วมในการพิจารณา ก็ย่อมทำให้ข้อผิดพลาดที่อาจเกิดจากการตัดสินใจที่ผิดพลาดลดน้อยลง นั้นหมายความว่าข้อผิดพลาดในการตัดสินใจยังสามารถเกิดขึ้นได้ ดังที่ ไซมอน ได้เสนอความเห็นว่ามนุษย์เป็นคนมีเหตุผลและไม่มีเหตุผลไปพร้อมกัน ในทางปฏิบัติมนุษย์พยายามมีพฤติกรรมที่มีเหตุผล คือพยามยามดูว่าตนชอบอะไรมากน้อยต่างกันอย่างไร พยายามหาทางเลือกและคาดการณ์ผลของทางเลือกแต่ละทาง อย่างไรก็ตามพอเอาเข้าจริงแล้วมนุษย์ไม่สามารถมีเหตุผลได้สมบูรณ์แบบ เพราะมีข้อจำกัดหลายประการ โดยเฉพาะด้านจิตวิทยาสังคมของมนุษย์เองทำให้การตัดสินใจอย่างมีเหตุผลเป็นไปอย่างจำกัด (พิทยา บวรวัฒนา,2544:111-112) ผลของการตัดสินใจนั้นเป็นสิ่งที่บอกว่าการแก้ปัญหานั้นสำเร็จหรือล้มเหลว ดังนั้นการตัดสินใจที่ดีก็ย่อมนำมาซึ่งความสำเร็จ ยุดา รักไทยและธนิกานต์ มาฆะศิรานนท์ (2549:125-126) กล่าวว่าการตัดสินใจที่ดีนั้นควรมีองค์ประกอบ 3 ประการ ได้แก่ 1) คุณภาพ (Quality) คุณภาพเป็นสิ่งสำคัญยิ่งในเชิงธุรกิจ ข้อผิดพลาดต่างๆ อาจหมายถึงการสูญเสีย ดังนั้นเราจึงต้องใช้ทรัพยากรทั้งหมดที่หามาได้อย่างมีคุณภาพ 2) ความเร็ว (Speed) การตัดสินใจอย่างรวดเร็วให้ทันกับสถานการณ์และพร้อมกับการแข่งขันย่อมหมายถึงความมีประสิทธิภาพในการบริหารและความอยู่รอดขององค์การ และ 3) พันธะหน้าที่ (Mission) การทำหน้าที่ของตนให้สำเร็จลุล่วงรวมถึงความรับผิดชอบต่อพันธะหน้าที่ของตนและต้องพยายามทำให้คนอื่นที่จะมีส่วนร่วมในการดำเนินงาน ยอมรับในพันธะหน้าที่ของพวกเขาด้วยความเต็มใจ ไม่ใช่ทำไปเพื่อให้แล้วเสร็จไปวันวัน
ซึ่งหากจะกล่าวในรายละเอียดของการตัดสินใจจะพอสรุปได้ดังนี้
การตัดสินใจ (Decision Making)
ความหมายของการตัดสินใจ
การตัดสินใจ (Decision Making) หมายถึงกระบวนการเลือกทางเลือกใดทางเลือกหนึ่ง จากหลาย ๆ ทางเลือกที่ได้พิจารณา หรือประเมินอย่างดีแล้วว่า เป็นทางให้บรรลุวัตถุประสงค์ และเป้าหมายขององค์การ การตัดสินใจเป็นสิ่งสำคัญ และเกี่ยวข้องกับ หน้าที่การบริหาร หรือการจัดการเกือบทุกขั้นตอน ไม่ว่าจะเป็นการวางแผน การจัดองค์การ การจัดคนเข้าทำงาน การประสานงาน และการควบคุม การตัดสินใจได้มีการศึกษามานาน
ความหมายของการตัดสินใจ นักวิชาการได้ให้ความหมายไว้แตกต่างกันดังนี้
- บาร์นาร์ด (Barnard, 1938) ได้ให้ความหมายของการตัดสินใจไว้ว่า คือ "เทคนิคในการที่จะพิจารณาทางเลือกต่างๆ ให้เหลือทางเลือกเดียว"
- ไซมอน (Simon) ได้ให้ความหมายว่า การตัดสินใจ เป็นกระบวนการของการหาโอกาสที่จะตัดสินใจ การหาทางเลือกที่พอเป็นไปได้ และทางเลือกจากงานต่าง ๆ ที่มีอยู่
- มูดี (Moody) ได้ให้ความหมายว่า การตัดสินใจเป็นการกระทำที่ต้องทำเมื่อไม่มีเวลาที่จะหาข้อเท็จจริงอีกต่อไป ปัญหาที่เกิดขึ้นก็คือ เมื่อใดถึงจะตัดสินใจว่าควรหยุดหาข้อเท็จจริง แนวทางแก้ไขจะเปลี่ยนแปลงไปตามปัญหาที่ต้องการแก้ไข ซึ่งการรวบรวมข้อเท็จจริง เกี่ยวพันกับการใช้จ่ายและการใช้เวลา
- กิบสันและอิวาน เซวิช (Gibson and Ivancevich) ได้ให้ความหมายของการตัดสินใจไว้ว่า เป็นกระบวนการสำคัญขององค์การ ที่ผู้บริหารจะต้อง กระทำอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลข่าวสาร (information) ซึ่ง ได้รับมาจากโครงสร้างองค์การ พฤติกรรมบุคคล และกลุ่มในองค์การ
- โจนส์ (Jones) ได้ให้ความหมายของการตัดสินใจองค์การว่าเป็นกระบวนการ ที่จะแก้ไขปัญหาขององค์กร โดยการค้นหาทางเลือก และเลือกทางเลือกหรือแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุด เพื่อบรรลุเป้าหมายขององค์การที่ได้กำหนดไว้
จากคำนิยามข้างต้นอาจกล่าวได้ว่า มีมุมมองของนักวิชาการที่แตกต่างกันไปบ้างในรายละเอียดแต่ประเด็นหลักที่มองเหมือนกันคือ
1.การตัดสินใจเป็นกระบวนการ (process) นั่นหมายความว่าการตัดสินใจต้องผ่านกระบวนการคิด พิจารณาไตร่ตรอง วิเคราะห์แล้ว ค่อยตัดสินใจเลือก ทางที่ดีที่สุด มีหลายท่านคิดว่าการตัดสินใจไม่มีขั้นตอนอะไรมากคิดแล้วทำเลย ซึ่งในความเป็นจริงแล้วการคิดก็ต้องมีการเก็บรวบรวมข้อมูลข่าวสาร (search) การออกแบบ (design) และการเลือก (choice) เพื่อให้สามารถเลือกทางเลือกได้ดีที่สุด
2.การตัดสินใจเกี่ยวข้องกับทางเลือก (solution) การตัดสินใจเป็นการพยายามสร้างทางเลือกให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ทางเลือกที่น้อยอาจปิดโอกาสให้เกิดความคิดสร้างสรรค์หรือทางเลือกที่ดีกว่าได้ ผู้บริหารที่ดีจำเป็นต้องมีการฝึกฝนการสร้างทางเลือกที่มากขึ้น หลากหลายด้วยวิธีการคิดแบบริเริ่ม (initiative) และคิดแบบสร้างสรรค์ (creative thinking)
3. การตัดสินใจเกี่ยวข้องกับโครงสร้างขององค์การ จะเห็นว่าผู้บริหารในแต่ละระดับชั้นก็มีหน้าที่ในการตัดสินใจต่างกัน กล่าวคือ ผู้บริหารระดับสูงจำเป็นต้องตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ (strategic decision) เป็นการตัดสินใจเกี่ยวกับแนวทางที่ถูกต้องเพื่อใช้ทรัพยากรที่จำเป็นให้เกิดประโยชน์สูงสุด ทำให้บรรลุวัตถุประสงค์ขององค์การที่กำหนดไว้ ผู้บริหารระดับกลางจะตัดสินใจเกี่ยวกับการจัดการ (management decision) เป็นการตัดสินใจเพื่อให้สามารถใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล ผู้บริหารระดับต้นจะตัดสินใจเกี่ยวกับการปฏิบัติการ (Operational decision) เป็นการตัดสินใจดำเนินการควบคุมงานให้สำเร็จตามระยะเวลาและเป้าหมายที่กำหนดไว้
4. การตัดสินใจเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมคน จะเห็นว่าการตัดสินใจเกี่ยวข้องตั้งแต่คนเดียว กลุ่มและทั้งองค์การ ซึ่งพฤติกรรมคนแต่ละคนก็แตกต่างกัน ผู้บริหารที่ดีจะต้องมีความเข้าใจและมีจิตวิทยาเกี่ยวข้องกับบุคคลกลุ่ม และองค์การที่ดีพอจึงจะทำให้การตัดสินใจประสบผลสำเร็จได้
2.การตัดสินใจเกี่ยวข้องกับทางเลือก (solution) การตัดสินใจเป็นการพยายามสร้างทางเลือกให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ทางเลือกที่น้อยอาจปิดโอกาสให้เกิดความคิดสร้างสรรค์หรือทางเลือกที่ดีกว่าได้ ผู้บริหารที่ดีจำเป็นต้องมีการฝึกฝนการสร้างทางเลือกที่มากขึ้น หลากหลายด้วยวิธีการคิดแบบริเริ่ม (initiative) และคิดแบบสร้างสรรค์ (creative thinking)
3. การตัดสินใจเกี่ยวข้องกับโครงสร้างขององค์การ จะเห็นว่าผู้บริหารในแต่ละระดับชั้นก็มีหน้าที่ในการตัดสินใจต่างกัน กล่าวคือ ผู้บริหารระดับสูงจำเป็นต้องตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ (strategic decision) เป็นการตัดสินใจเกี่ยวกับแนวทางที่ถูกต้องเพื่อใช้ทรัพยากรที่จำเป็นให้เกิดประโยชน์สูงสุด ทำให้บรรลุวัตถุประสงค์ขององค์การที่กำหนดไว้ ผู้บริหารระดับกลางจะตัดสินใจเกี่ยวกับการจัดการ (management decision) เป็นการตัดสินใจเพื่อให้สามารถใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล ผู้บริหารระดับต้นจะตัดสินใจเกี่ยวกับการปฏิบัติการ (Operational decision) เป็นการตัดสินใจดำเนินการควบคุมงานให้สำเร็จตามระยะเวลาและเป้าหมายที่กำหนดไว้
4. การตัดสินใจเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมคน จะเห็นว่าการตัดสินใจเกี่ยวข้องตั้งแต่คนเดียว กลุ่มและทั้งองค์การ ซึ่งพฤติกรรมคนแต่ละคนก็แตกต่างกัน ผู้บริหารที่ดีจะต้องมีความเข้าใจและมีจิตวิทยาเกี่ยวข้องกับบุคคลกลุ่ม และองค์การที่ดีพอจึงจะทำให้การตัดสินใจประสบผลสำเร็จได้
ดังนั้นกล่าวได้ว่า การตัดสินใจ คือ ผลสรุปหรือผลขั้นสุดท้ายของกระบวนการคิดอย่างมีเหตุผลเพื่อเลือกแนวทางการปฏิบัติที่ถูกต้องเหมาะสมกับสถานการณ์ ทรัพยากร และบุคคล สามารถนำไปปฏิบัติและทำให้งานบรรลุเป้าหมายและวัตถุประสงค์ตามที่ต้องการ
การตัดสินใจ เป็นส่วนหนึ่งของบทบาทของผู้บริหารที่เกิดจากตำแหน่งและอำนาจที่เป็นทางการ คือบทบาทการเป็นผู้ประกอบการ(Enterpreneur) บทบาทผู้จัดการสถานการณ์ที่เป็นปัญหา(Disturbance Handler) บทบาทผู้จัดทรัพยาการ(Resource Allocator) และบทบาทผู้เจรจาต่อรอง(Negotiator)
การตัดสินใจ เป็นส่วนหนึ่งของบทบาทของผู้บริหารที่เกิดจากตำแหน่งและอำนาจที่เป็นทางการ คือบทบาทการเป็นผู้ประกอบการ(Enterpreneur) บทบาทผู้จัดการสถานการณ์ที่เป็นปัญหา(Disturbance Handler) บทบาทผู้จัดทรัพยาการ(Resource Allocator) และบทบาทผู้เจรจาต่อรอง(Negotiator)
3) องค์การและการจัดการ
เป็นประเด็นที่นักรัฐประศาสนศาสตร์จำเป็นต้องทำความเข้าใจและให้ความสำคัญ เนื่องจากประเด็นดังกล่าวถือว่าเป็นความรู้พื้นฐานของผู้ศึกษาด้านรัฐประศาสนศาสตร์ ซึ่งจะเห็นได้ว่ารัฐประศาสนศาสตร์เป็นศาสตร์แห่งการบริหารและการจัดการ ดังนั้น องค์การและการจัดการ จึงเป็นองค์ประกอบหนึ่งที่เป็นการศึกษาถึงแนวคิดทางด้านองค์การและแนวคิดทางด้านการจัดการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการจัดองค์การสมัยใหม่และการจัดการสมัยใหม่ที่ต้องมีการเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย โดยในปัจจุบันเกิดแนวคิดเกี่ยวกับหลักการบริหารงานภาครัฐแนวใหม่ (New Public Management) เช่น การบริหารหรือการจัดการเชิงกลยุทธ์ การรื้อปรับระบบ การลดขั้นตอนการทำงาน การประเมินผลการปฏิบัติงาน การทำคำรับรองการปฏิบัติราชการ การบริหารความเสี่ยง การใช้ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ เป็นต้น ซึ่งเป็นการนำการจัดการสมัยใหม่มาประยุกต์ใช้กับระบบราชการ เพื่อให้ระบบราชการมีสมรรถนะสูงและสามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมที่เป็นไปอย่างรวดเร็วและต่อเนื่องตลอดเวลา สามารถรองรับการแก้ไขปัญหาของประชาชนและเป็นกลไกหลักที่สำคัญในการพัฒนาประเทศ
แนวคิดหลักของการพัฒนาคุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐ เป็นไปเพื่อให้องค์กรภาครัฐได้เกิดความเข้าใจ เรียนรู้และเพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผลของการบริหารจัดการองค์กร ให้ความสำคัญกับการปฏิบัติราชการที่มุ่งเน้นให้การนำองค์การเป็นไปอย่างมีวิสัยทัศน์ มีความรับผิดชอบต่อสังคม ให้ความสำคัญกับประชาชนผู้รับบริการและผู้มีส่วนได้เสีย ปรับปรุงระบบการบริหารจัดการให้มีความยืดหยุ่นคล่องตัว เช่น ระบบ E-Service ต่างๆ ที่ทำให้องค์การมีการตอบสนองที่รวดเร็วยิ่งขึ้น ส่งเสริมให้ข้าราชการพัฒนาตนเอง มีความคิดริเริ่มและเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง ตัดสินใจโดยอาศัยข้อมูลสารสนเทศอย่างแท้จริงและทำงานโดยมุ่งเน้นผลลัพธ์และการสร้างคุณค่าพร้อมทั้งรักษาความสมดุลของคุณค่าให้ผู้มีส่วนได้เสียเป็นสำคัญ (สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ,2552:3-11)
เมื่อโลกย่างก้าวเข้าสู่ศตวรรษที่ 21 กระแสโลกาภิวัตน์และเทคโนโลยีต่างๆ ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างมหาศาลในทุก ๆ ด้าน เป็นผลให้องค์การทั้งภาครัฐและเอกชนต่างต้องปฏิรูปตนเองเพื่อความอยู่รอดกันอย่างเต็มที่ องค์การที่มีความเฉลียวฉลาด สามารถเรียนรู้และปรับตัวเข้ากับความเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็วเท่านั้นที่จะสามารถดำรงอยู่ได้ การพัฒนาองค์การ (Organization Development) ให้เป็นองค์การสมัยใหม่ (Modern Organization) ในยุคปัจจุบันได้รับความสนใจอย่างยิ่งจากนักบริหาร และนักพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในองค์การ ดังนั้นจึงเกิดมีแนวคิดใหม่ ๆเกิดขึ้นเพื่อใช้ในการพัฒนาองค์การ เช่น Strategic Planning, Balanced Scorecard, Six Sigma Competency, Knowledge Management และ Learning Organization เป็นต้น ดังนั้นจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้บริหาร และผู้ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาองค์การ จะต้องเลือกใช้เครื่องมือต่าง ๆ เหล่านี้อย่างเหมาะสม โดยต้องมีการศึกษาเรียนรู้เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจอย่างแท้จริงในแนวคิดและปรัชญาของ ทฤษฎีองค์การ พฤติกรรมองค์การและ เครื่องมือทางด้านการบริหารและการพัฒนาองค์การนั้นๆ ว่าเครื่องมือใดเหมาะสมกับองค์การของเราและสามารถนำมาใช้ ได้อย่างมีประสิทธิภาพและก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดอย่างแท้จริงต่อองค์การ
4) เรื่องการจูงใจ (Motivation) และประเด็นเรื่องการติดต่อสื่อสาร (Communication)
ในวิชารัฐประศาสนศาสตร์นั้น ถือว่าเป็นประเด็นที่ต้องให้ความสำคัญไม่น้อย เนื่องจากดังที่กล่าวมาแล้วถึงลักษณะของความเป็นศาสตร์ทางด้านรัฐประศาสนศาสตร์ นั่นคือความเป็นศาสตร์ทางการบริหารจัดการ ในกระบวนการบริหารจัดการมีประเด็นที่ต้องให้กล่าวถึงหลากหลายและหนีไม่พ้นที่จะกล่าวถึงประเด็นเรื่องการจูงใจและประเด็นเรื่องการติดต่อสื่อสาร การจูงใจเป็นการกระตุ้นให้ทั้งตัวเราละคนอื่นทำงาน ซึ่งไม่ใช่เป็นการบังคับให้ทำงาน การจูงใจจึงเป็นอะไรที่มากกว่าการบังคับ ดังที่เรามักจะได้ยินกันบ่อยๆ เช่น นักวิทยาศาสตร์บางคน ทำไมจึงใช้เวลามากมายเหลือเกินอยู่ในห้องทดลอง บางคนใช้เวลาส่วนใหญ่เกือบตลอดชีวิตของเขาเพื่อการทดลองนั้นๆ นักกีฬาบางคน ทำไมจึงสู้ทนเหนื่อยยากกับการฝึกซ้อมซ้ำๆ ซากๆ เป็นเวลาแรมเดือน แรมปี ก่อนเข้าแข่งขันกีฬานัดสำคัญ ผู้ปฏิบัติงานบางคน ทำไมจึงยอมอดทน ทำงานหนักและใช้พลังทั้งหมดในตัว เพื่อการประสบผลสำเร็จในชีวิต ทั้งหมดที่กล่าวมาล้วนเกิดจากแรงจูงใจทั้งสิ้น ฉะนั้นเราจะเห็นได้ว่าการดำเนินกิจกรรมใดๆ หากต้องการให้เกิดประสิทธิภาพ ประสิทธิผลแล้วนั้น ผู้บริหารควรเสริมสิ่งที่เรียกว่า “การจูงใจ” เข้าไปในกระบวนการทำงาน นอกจากนี้ในวิชารัฐประศาสนศาสตร์ยังมุ่งศึกษาในประเด็นการติดต่อสื่อสาร ซึ่งถือว่าเป็นกระบวนการบริการจัดการเช่นกัน การติดต่อสื่อสารเป็นการส่งข่าว ข้อความหรือเรื่องราวต่างๆ ให้ผู้อื่นรับรู้และเข้าใจตรงกัน เช่น การพูดคุย การส่งจดหมาย การติดต่อทางโทรศัพท์ ทางอินเทอร์เนต เป็นต้น การติดต่อสื่อสารจึงเป็นเสมือนตัวเชื่อมกิจกรรมต่างๆ ที่เกิดขึ้นในการบริหารงานภายในองค์การ ดังนั้นหากผู้บริหารได้ทำความเข้าใจในประเด็นการติดต่อสื่อสาร จะทำให้มองเห็นภาพของกระบวนการบริหารจัดการได้ดียิ่งขึ้น บ่อยครั้งความสำเร็จหรือความล้มเหลวทางการบริหารจัดการมักเกิดขึ้นจากการติดต่อสื่อสาร กล่าวคือหากการติดต่อสื่อสารดี ไม่มีปัญหาหรืออุปสรรค ความสำเร็จทางการบริหารจัดการย่อมเกิดขึ้น ในทางกลับกันหากการติดต่อสื่อสารไม่ดี มีอุปสรรคระหว่างการสื่อสาร เช่น การสื่อสารคนละภาษา เจตคติ ค่านิยม ความคิด ความเชื่อที่แตกต่างกัน ความล้มเหลวทางการบริหารจัดการก็ย่อมอาจเกิดขึ้นได้เช่นกัน
ดังนั้น จะเห็นได้ว่าประเด็นเรื่องการจูงใจและการติดต่อสื่อสารมีความสำคัญอย่างยิ่งที่นักบริหารจัดการควรที่จะทำความเข้าใจและศึกษาอย่างถ่องแท้
5) ผู้นำ
เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นปัจจัยสำคัญประการหนึ่งที่มีส่วนช่วยให้องค์การประสบความสำเร็จหรือความล้มเหลว และสามารถแข่งขันกับองค์การอื่นได้หรือไม่ ในโลกปัจจุบันที่ภาวการณ์แข่งขันนั้นสูงหากเราเปรียบองค์การเหมือนกับเรือลำหนึ่งการที่เรือจะแล่นสู่ฝั่งได้อย่างปลอดภัยหรือไม่นั้น มีองค์ประกอบหลายประการทั้ง ความสามารถของลูกเรือ สภาพทะเล ฯลฯ แต่องค์ประกอบที่สำคัญที่สุดคือกัปตันหรือผู้นำในเรือลำนั้นหากกัปตันไม่มีความรู้ ความสามารถที่เพียงพอ โอกาสที่เรือจะเข้าสู่ฝั่งได้อย่างปลอดภัยก็จะมีน้อยแต่หากกัปตันมีความรู้ความสามารถมีประสบการณ์ความชำนาญที่ดีแล้วโอกาสที่เรือจะเข้าสู่ฝั่งได้อย่างปลอดภัยก็จะมีสูง เช่นเดียวกับองค์การหากมีผู้นำหรือผู้บริหารที่มีความรู้ความสามารถ มีประสบการณ์ มีความเชี่ยวชาญ ฯลฯ องค์การก็สามารถที่จะแข่งขันกับองค์การอื่นๆ ได้ และประสบความสำเร็จตามเป้าหมายที่วางไว้
ในอดีตลักษณะผู้นำที่ดีนั้น จะมองเพียงในด้านกายภาพ บุคลิกภาพ ความรู้ความสามารถ ความมั่งคั่งและบารมี เท่านั้น แต่สำหรับในปัจจุบันที่เกิดการเปลี่ยนแปลงด้านสภาพแวดล้อมอยู่ตลอดเวลา ผู้นำที่ดียังต้องมีวิสัยทัศน์ ที่กว้างไกล มีความสามารถในการติดต่อสื่อสารทั้งจากภายในและภายนอกองค์การที่ดี มีความริเริ่ม มีความกล้าหาญและความเด็ดขาด มีมนุษย์สัมพันธ์ มีความยุติธรรมและซื่อสัตย์สุจริต มีความอดทนอดกลั้นและมีความตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา เป็นต้น เพื่อที่จะนำองค์การไปสู่ความสำเร็จตามเป้าหมายได้ตั้งไว้ ขณะเดียวกันก็ต้องทำให้สมาชิกในองค์การเกิดความพึงพอใจในงานที่เขาทำด้วย
6) แนวความคิดด้านการบริหารทรัพยากรมนุษย์ (Human Resource Management)
ได้ขยายตัวและพัฒนาขึ้นมามาก โดยชี้ให้เห็นว่าบุคลากรในองค์การไม่ได้เป็นเพียงผู้ถูกบริหารให้ปฏิบัติตามคำสั่งที่ได้รับมอบหมายเท่านั้นแต่มีฐานะเหมือนเป็นทรัพยากรขององค์การที่มีส่วนริเริ่มส่งเสริมให้องค์การเจริญเติบโตและก้าวหน้าต่อไปได้
การบริหารทรัพยากรมนุษย์ถือเป็นส่วนหนึ่งของการบริหารในองค์การ ซึ่งประกอบด้วยการวางแผน การจัดคนเข้าทำงาน การจัดองค์การ การสั่งการ การประสานงานและการควบคุม ในส่วนของการจัดคนเข้าทำงานนั้นได้มีการพัฒนาขึ้นเป็นศาสตร์ทางวิชาการที่เรียกว่า การบริหารทรัพยากรมนุษย์ โดยได้รวมการพัฒนา (Development) การประเมินผลพนักงาน (Employee Appraisal) การธำรงรักษา (Maintenance) การจ่ายค่าตอบแทน (Compensation) การจัดสวัสดิการและการจูงใจในการทำงานด้วยวิธีต่างๆ เข้าไว้ด้วย การบริหารทรัพยากรมนุษย์จึงมีความสำคัญต่อองค์การและเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้องค์การประสบความสำเร็จ โดยมีบทบาทสำคัญในการค้นหาทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณค่ามาทำงานกับองค์การ มุ่งพัฒนาเพื่อการธำรงรักษาทรัพยากรมนุษย์และส่งเสริมให้ทรัพยากรมนุษย์นั้นมุ่งมั่นทำงานอย่างทุ่มเทให้กับองค์การ
ลักษณะสำคัญของทรัพยากรมนุษย์นั้นอาจกล่าวได้ว่ามีชีวิตจิตใจ มีความรู้สึก มีทัศนคติ ซึ่งมีผลกระทบต่อคุณภาพและปริมาณงาน โดยแตกต่างกับเครื่องจักรที่มีความคงที่สูงและถ้าเสียก็สามารถเปลี่ยนแปลงได้ ทรัพยากรมนุษย์มีพลังการสร้างสรรค์มากมายไม่จบสิ้น ยิ่งปฏิบัติงานนานยิ่งมีความชำนาญและมีคุณค่าในงานมากขึ้น
7) นโยบายสาธารณะและการวางแผน (Public Policy and Planning)
เป็นการศึกษาที่นักรัฐประศาสนศาสตร์จะปฏิเสธไม่ได้เลยหรือไม่มีหลักสูตรรัฐประศาสนศาสตร์ที่ไหนที่ไม่บรรจุการศึกษาทางด้านนโยบายสาธารณะรวมถึงการวางแผนเข้าไว้ นโยบายเป็นเครื่องมือทางการบริหารจัดการ หากเพิ่มคำว่า “สาธารณะ” เข้าไปก็จะเป็นเครื่องมือทางการบริหารจัดการของรัฐหรือองค์การที่จัดตั้งขึ้นเพื่อกิจกรรมทางสาธารณะหรือกิจกรรมของภาคเอกชนเพื่องานสาธารณะก็เป็นไปได้ นโยบายจะช่วยให้ผู้บริหารทราบว่าจะทำอะไร ทำอย่างไรและใช้ปัจจัยใดบ้างในการดำเนินงาน ซึ่งจะช่วยให้ผู้บริหารปฏิบัติงานต่างๆ อย่างมีความมั่นใจและช่วยให้บุคลากรทุกระดับชั้นในองค์การได้เข้าใจถึงภารกิจขององค์การที่ตนสังกัด รวมทั้งวิธีการที่จะปฏิบัติภารกิจนั้นให้ประสบผลสำเร็จและช่วยให้การประสานงานระหว่างองค์การเป็นไปได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ นโยบายยังเป็นตัวกำหนดเป้าหมายในการปฏิบัติงานซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับการบริหารงาน โดยนโยบายที่ดีจะช่วยสนับสนุนส่งเสริมการใช้อำนาจของผู้บริหารให้เป็นไปโดยถูกต้องมีเหตุผลและมีความยุติธรรม ช่วยให้เกิดพัฒนาการทางการบริหาร ประหยัดเวลา ก่อให้เกิดการประสานงานและช่วยให้องค์การเกิดความมั่นคง
ส่วนนโยบายสาธารณะนั้น มีความสำคัญทั้งต่อผู้กำหนดนโยบายและต่อประชาชน ซึ่งเป็นกลุ่มบุคคลที่นโยบายสาธารณะต้องให้การดูแล นโยบายสาธารณะเป็นเครื่องมือของรัฐบาลในการบริหารประเทศ รัฐบาลที่สามารถกำหนดนโยบายให้สอดคล้องกับความต้องการของประชาชนและสามารถนำนโยบายไปปฏิบัติจนประสบความสำเร็จก็จะได้รับความเชื่อถือและความนิยมจากประชาชน นโยบายสาธารณะยังเป็นผลผลิตทางการเมืองเพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชน ดังนั้นประชาชนสามารถแสดงออกซึ่งความต้องการของพวกเขาผ่านกลไกทางการเมืองต่างๆ เช่น ระบบราชการ นักการเมือง ฯลฯ ความต้องการดังกล่าวจะถูกนำเข้าสู่ระบบการเมืองไปเป็นนโยบายสาธารณะ โดยเมื่อมีการนำนโยบายไปปฏิบัติและเกิดผลตามที่ตั้งไว้ ก็จะทำให้ประชาชนอยู่ดีกินดีได้
นโยบายสาธารณะจึงถือเป็นเครื่องมือบริหารประเทศที่สำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการกำหนดทิศทางการพัฒนาประเทศ การตอบสนองความต้องการของประชาชน การแก้ไขปัญหาที่สำคัญของประชาชน การจัดสรรสิ่งที่มีคุณค่าทางสังคม การเสริมสร้างความเป็นธรรมในสังคม การเสริมสร้างความเสมอภาคในโอกาสแก่ประชาชน การกระจายรายได้ให้แก่ประชาชน การกระจายความเจริญไปสู่ชนบท การพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีรวมถึงการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เป็นต้น ดังนั้น นโยบายสาธารณะจึงเป็นเครื่องมือที่จะทำให้ประชาชนในประเทศมีความอยู่ดี กินดีและสามารถช่วยเหลือเกิ้อกูลกันได้
จากที่กล่าวมาทั้งหมดถึงแม้ว่ารัฐประศาสนศาสตร์จัดเป็นศาสตร์ที่กำลังเติบโตเพราะเป็นศาสตร์ที่เพิ่งพัฒนาขึ้มาเมื่อประมาณ 200 กว่าปีที่ผ่านมา เมื่อเทียบกับศาสตร์สาขาอื่นๆ ที่พัฒนาขึ้นมาเป็นเวลากว่าพันปี รัฐประศาสนศาสตร์จึงมีองค์ความรู้ที่ไม่มากพอที่จะประกาศตัวเป็นศาสตร์ที่มีความแข็งแกร่ง ยังจะต้องมีการสะสมความรู้อีกมากมาย รวมทั้งมีการพัฒนาทฤษฎีรัฐประศาสนศาสตร์ขึ้นมาเพื่อใช้ในการพรรณนา อธิบาย และทำนายตัวแปรต่างๆในทางการบริหารภาครัฐอันเป็นการเสริมสร้างองค์ความรู้ของรัฐประศาสนศาสตร์ที่สำคัญแต่เนื้อหาของทฤษฎีของรัฐประศาสนศาสตร์ก็สามารถนำไปประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์กับการจัดการทั้งภาครัฐและภาคเอกชน


